รวยแล้วไปไหน… สร้างเงินและใช้เงินแบบตระกูล Medici

รวยแล้วไปไหน… สร้างเงินและใช้เงินแบบตระกูล Medici

ตระกูลเมดิซี (Medici) เป็นตระกูลหนึ่งในช่วงรอยต่อยุคกลางและยุคเรอเนสซองส์ ซึ่งมีบทบาทในการวางรากฐานของระบบการเงิน รวมไปถึงการมีส่วนในการสนับสนุนศิลปินระดับชั้น The Grand Master ในประวัติศาสตร์โลก

ตระกูลเมดิซี เริ่มต้นจากครอบครัวที่อยู่ในตอนบนของอิตาลี และเริ่มเข้ามาทำธุรกิจธนาคารจริงจังในเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งเราทราบกันดีว่าเมืองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคเรอเนสซองส์ที่กลุ่มชนชั้นกลางเร่ิมเข้ามามีบทบาทในการเมืองการปกครองแทนที่กลุ่มศาสนจักร จากนั้นตระกูลเมดิซีจึงเร่ิมแผ่ขยายอิทธิพลจากการเงิน ไปสู่การเมืองในที่สุด

เร่ิมสร้างธุรกิจ… วางรากฐานระบบการเงิน

เราเคยได้ยินมาว่าระบบบัญชีคู่ (double – entry system) มีจุดเร่ิมต้นมาตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ ซึ่งตระกูลเมดิซีนี่แหละที่นำเอาระบบนี้มาใช้ในกิจการธนาคารที่ตระกูลนี้ดูแล และเร่ิมใช้แพร่หลายกันมากขึ้น ซึ่งคำว่า เดบิต เครดิตในระบบบัญชีคู่ก็มีรากจากภาษาละตินที่ใช้กันในอิตาลีโบราณนี่เอง.และเมื่อกิจการธนาคารของตระกูลเมดิซีนั้นแผ่ไปทั่วอิตาลี รวมไปถึงหลายเมืองในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เจนีวา ลอนดอน ลียงในฝรั่งเศส และเมืองบรูกส์ในเบลเยี่ยม กิจการที่ใหญ่ขนาดนี้ก็จะต้องใช้ระบบ Holding Company ที่ให้บริษัทแม่เป็นเจ้าของเงินทุนไปลงทุนในบริษัทลูก และเมื่อมีเครือข่ายธนาคารที่กว้างขวางขึ้น ธุรกิจก็สามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Letter of Credit หรือ LC ในการเป็นระบบชำระเงินระหว่างคู่ค้าระหว่างประเทศและจุดนี้เองทำให้ธุรกิจสามารถเก็บค่าธรรมเนียมสร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องถูกกล่าวหาว่าเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา (usary) ซึ่งก็เป็นระบบที่เราคุ้นๆกันดีในการเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารยุคสมัยนี้..

อยากยิ่งใหญ่ต้องขี่หลังเสือ

ถ้าต้องการสร้างการก้าวกระโดดเมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง คงหนีไม่พ้นการทำธุรกิจกับคนที่มีเงินเยอะๆ แต่ในยุคอดีตที่ชาวบ้านยังไม่ค่อยมีเงินมีทองเหมือนยุคนี้ ดังนั้นเป้าหมายก็ต้องเป็นภาครัฐ แต่ในยุคนั้นที่อิตาลี มีอีกสถาบันหนึ่งที่มีอำนาจมากๆคือศาสนจักร และตระกูลเมดิซีเล่นใหญ่กว่านั้นเพราะว่าสามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดด้วยการไปเป็นพระสันตปาปา .มากไปกว่านั้น เมดิซีขยายอำนาจมากกว่านั้นไปจนถึงการส่งคนในตระกูลไปแต่งงานกับราชวงศ์ฝรั่งเศสเลยทีเดียว.สิ่งที่ตระกูลเมดิซีทำไม่ได้แตกต่างจากในยุคนี้แต่อย่างใด เมื่อสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้ระดับหนึ่ง ก็ผันตัวเข้าสู่วงการการเมืองที่ทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ และเป็นรากฐานความมั่นคงของตระกูลต่อไป..

เติมเต็มความหมายในชีวิตด้วยงานศิลป์

อีกด้านของการแสดงออกถึงความมั่งคั่งของตระกูลเมดิซีนั้นคือการเป็นผู้อุปถัมภ์ (Patronage) ศิลปะวิทยาการ เพราะในยุคนั้น การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือศิลปินไม่สามารถใช้เลี้ยงชีพสร้างความมั่นคงในชีวิตได้ นักธุรกิจที่มั่งคั่งก็จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุนเพื่อให้บรรดาศิลปินมีทุนสร้างสรรค์ผลงานต่างๆออกมา.แน่นอนว่าศิลปะไม่ใช่เพียงแค่ภาพวาดอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงงานประติมากรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ และบทกวีด้วย โดยบุคคลสำคัญของโลกที่ตระกูลนี้เป็นผู้อุปถัมภ์มีตั้งแต่ ดอนน่าเทลโล มิเกลอันเจโล ดาวินซี และกาลิเอโอ ซึ่งมรดกตกทอดของบรมครูที่ได้กล่าวมามีคุณค่าต่อโลกนี้อีกมากมาย

แน่นอนว่าวัฒนธรรมการเป็นผู้อุปถัมภ์ในยุคนี้ก็ยังมีอยู่ แต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเล็กน้อย เราเห็นบรรดาโซเชียลมีเดียต่างๆที่ออกมาสร้างงานศิลป์รวมไปถึงงานวิจัยต่างๆ ก็จะมีช่องทางเล็กๆน้อยๆที่จะให้บรรดาผู้ที่เห็นคุณค่าได้ออกเงินสนับสนุนพวกเขานั่นเอง..การสร้างเงิน(พาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์) สร้างอำนาจ(รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์) สร้างสรรค์ศิลปะ (ศิลปะศาสตร์ วิทยาศาสตร์).จากที่เราเห็น ก็คือความสัมพันธ์ในศาสตร์ต่างๆที่เราเรียนรู้ นำมาใช้ และขับเคลื่อนโลกใบนี้ แน่นอนว่าเราไม่สามารถแบ่งแยกศาสตร์ต่างๆว่ามีหรือไม่มีคุณค่า เพียงแต่ว่าจริงๆแล้ว เรานำมาใช้อยู่ในส่วนไหนของระบบมากกว่า.สุดท้ายก็คือ สิ่งต่างๆที่เราสนใจ เราจะเรียนอะไรมาก็เรียนไปเถอะ สุดท้ายมันก็เหมือนการลากเส้นต่อจุด ทุกอย่างมันจะหลอมรวมเข้ากันได้เอง ..

https://www.forbes.com/…/medici-banks-meltdown-oped-cx…

https://www.edology.com/…/3-medici-banking-innovations/

https://en.wikipedia.org/wiki/House_of_Medici